พร้อมรับมือ โรคสมองเสื่อม

โรคสมองเสื่อม

อาหารเสริมกับสมอง โรคสมองเสื่อม

โรคสมองเสื่อม กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ส่วนใหญ่มีความเข้าใจกันว่ามีผลดีต่อสมอง เช่น วิตามินอี แปะก๊วย น้ำมันตับปลา วิตามินดี จากการทบทวนงานวิจัยและบทความต่าง ๆ พบว่า วิตามินอีมีข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ไม่ได้ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมหรือความจำถดถอย ในส่วนของน้ำมันตับปลา แปะก๊วย วิตามินบี และวิตามินดีนั้น ข้อมูลมีไม่มาก แต่แนวโน้มเป็นไปในทางเดียวกันว่าไม่ได้มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคสมองเสื่อมเช่นกัน

มีเพียงการรับประทานวิตามินบี 12 ร่วมกับโฟลิกที่พบว่าอาจสามารถช่วยพัฒนาความจำ อย่างไรก็ตามผลนี้ไม่ได้มีนัยสำคัญด้านอาการทางคลินิก ส่วนยาที่มีการใช้เพื่อบำรุงสมอง เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน ยาเบาหวาน ยาลดความดัน ยาลดไขมัน ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDS) พบว่า ไม่ค่อยมีงานวิจัยที่มองถึงผลลัพธ์เรื่องการป้องกันสมองเสื่อม แต่ข้อมูลเท่าที่มีบ่งบอกไปในทางเดียวกันว่า ไม่ช่วยในการป้องกันสมองเสื่อม สุขภาพ

ยิ่งไปกว่านั้นยาบางตัวที่ใช้โดยไม่จำเป็นอาจมีผลข้างเคียงที่อันตราย ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ มะเร็งเต้านม หรือลิ่มเลือดอุดตันในปอดร่วมด้วย ดังนั้นจะเห็นว่าในส่วนของยาที่ใช้ในกรณีหวังผลป้องกันโรคสมองเสื่อมหรือสมองถดถอยนั้น ข้อมูลด้านประโยชน์ยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะสรุปได้ แต่มีโอกาสเกิดโทษและผลข้างเคียงจากยา ดังนั้นการใช้ยาดังกล่าวจึงควรใช้ให้ตรงกับข้อบ่งชี้ของยาและปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ เพื่อลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงจากตัวยาให้มากที่สุด

ในส่วนของอาหารเสริมที่ใช้ในการป้องกันโรคสมองเสื่อม มีข้อมูลออกมาคล้ายกันคือ ด้านประโยชน์ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะสรุปได้ แต่ข้อดีของยากลุ่มนี้คือ ไม่มีรายงานการเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงหรืออันตราย อย่างไรก็ตามการที่งานวิจัยสรุปออกมาว่ายังไม่มีหลักฐานว่ามีประโยชน์อาจเกิดจากปัจจัยในงานวิจัย เช่น การใช้ชนิดอาหารเสริมที่ต่างกัน ยี่ห้อที่ต่างกัน กลุ่มประชากรที่ต่างกัน และพันธุกรรมในแต่ละประชากรแตกต่างกัน ดังนั้นบางคนที่รับประทานอาหารเสริมอาจมีประโยชน์หรือมีผลข้างเคียงขึ้นมาได้เช่นกัน

ยากับสมอง

ยาที่มีผลเสียต่อสมอง มีข้อมูลไปในทางเดียวกันว่าคือ กลุ่มยาต้านโคลิเนอจิก (Anticholinergic Drugs) มีผลเสียต่อสมองอย่างชัดเจน ส่งผลให้การทำงานของสมองถดถอยลงได้ แต่ในส่วนของยานอนหลับกลุ่มเบนโซไดอาเซปีน (Benzodiazepine) มีงานวิจัยในอดีตพบว่า คนที่รับประทานยากลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการเสื่อมของสมองมากขึ้น และความเสี่ยงดังกล่าวจะค่อย ๆ ลดลงหลังจากหยุดยา สุขภาพดี

แต่ในข้อมูลปัจจุบันเริ่มมีงานวิจัยใหม่ ๆ ออกมาว่าความเสี่ยงดังกล่าวอาจไม่ได้ชัดเจนมากเท่าที่เคยทราบกันมา อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากงานวิจัยต่าง ๆ ใช้แบบทดสอบการทำงานของสมองที่แตกต่างกัน ชนิดยานอนหลับที่ต่างกัน จำนวนประชากรหรือระยะเวลาในการติดตามที่ต่างกันค่อนข้างมาก ทำให้ยังสรุปให้ชัดเจนไม่ได้ว่า การทานยานอนหลับกลุ่มนี้มีผลต่อการทำงานของสมองหรือไม่ แต่ผลการศึกษาโดยรวมพบแนวโน้มว่ามีผลเสียต่อการทำงานของสมอง อย่างไรก็ตามยากลุ่มนี้นอกจากมีผลเสียต่อสมองแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มและกระดูกหักได้โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ดังนั้นต้องระมัดระวังในการทานยากลุ่มนี้ เพราะมีโอกาสสูงที่จะได้รับผลข้างเคียงจากยา

โดยสรุปข้อมูลเกี่ยวกับอาหารเสริมหรือยายังมีหลักฐานไม่ค่อยชัดเจนเกี่ยวกับผลในการบำรุงสมอง ที่สำคัญยาบางชนิดมีผลเสียต่อสมองอีกด้วย

หลักบำรุงสมองชะลอความเสื่อม

วิธีบำรุงสมองหรือชะลอการเสื่อมของสมองได้มีงานวิจัยตีพิมพ์ใน Lancet ปี 2020 เกี่ยวกับการป้องกันการเสื่อมของสมองว่ามีหลักการ 2 ข้อ ได้แก่

1. เลี่ยงอุบัติเหตุทางศีรษะและลดการสัมผัสมลภาวะทางอากาศ

ในส่วนของการลดการบาดเจ็บและลดการอักเสบของสมองจะเน้นไปที่การควบคุมโรคประจำตัวให้ดี เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดันโลหิตสูง ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ (ดัชนีมวลกายน้อยกว่า 25) งดการสูบบุหรี่ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและลดการบาดเจ็บเพิ่มเติมต่อสมอง และที่สำคัญคือการเลี่ยงการสัมผัสกับมลภาวะทางอากาศ ซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดทำลายของเซลล์สมอง

2. เพิ่มศักยภาพการทำงานของสมอง

การเพิ่มศักยภาพการทำงานของสมองมีหลายวิธี เช่น การพูดคุยพบปะกับผู้อื่นในสังคม (Social Engagement) การออกกำลังกายแบบแอโรบิกสม่ำเสมอ และการฝึกฝนสมอง (Cognitive Training) เช่น อ่านหนังสือ คิดเลข ฝึกหัดใช้อุปกรณ์หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งวิธีเพิ่มศักยภาพสมองดังกล่าวมีเพียงบางงานวิจัยที่สนับสนุนว่าช่วยชะลอและป้องกันการถดถอยของสมองได้ อย่างไรก็ตามวิธีเหล่านี้โดยเฉพาะการออกกำลังกายไม่ได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพหรือร่างกาย และยังอาจมีผลดีต่อระบบอื่น ๆ ในร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้หากมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน ควรรีบแก้ไขและรักษา เนื่องจากการสูญเสียการได้ยินเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมได้เช่นกัน สุขภาพ

อาหารเมดิเตอร์เรเนียนกับสมอง

มีข้อมูลว่าการรับประทานอาหารประเภทเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Diet) มีส่วนช่วยลดการอักเสบทั้งร่างกายและสมอง มีงานวิจัยล่าสุดตีพิมพ์ลงวารสารการแพทย์ Alzheimer’s & Dementia เมื่อเดือนเมษายน 2563 ที่ช่วยยืนยันผลงานวิจัยต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ว่า การรับประทานอาหารประเภทเมดิเตอร์เรเนียนนั้นช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองถดถอยได้จริง และยังพบอีกว่าอาหารเมดิเตอร์เรเนียนในกลุ่มปลาสามารถชะลอภาวะสมองถดถอยได้อีกด้วย สุขภาพ

แอลกอฮอล์กับสมอง

ในส่วนของแอลกอฮอล์กับสุขภาพสมอง งานวิจัยค่อนข้างชัดเจนว่า ปริมาณที่ดื่มสัมพันธ์โดยตรงกับการทำงานของสมองที่แย่ลง โดยคนที่ดื่มตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไป (มากกว่า 8 Drinks / สัปดาห์) มีผลทำให้สมองทำงานถดถอยลงมาก แต่ในกลุ่มที่ดื่มน้อย (น้อยกว่า 4 Drinks / สัปดาห์) มีหลายงานวิจัยพบว่าไม่ได้มีส่วนช่วยในการป้องกันสมองถดถอย แต่มีผลค่อนข้างชัดเจนในการช่วยป้องกันโรคหัวใจ

ที่สำคัญมีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่าคนที่เคยดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากแล้วลดลงมาจนถึงระดับน้อยจะมีการทำงานของสมองที่ดีขึ้นกว่าคนที่ไม่ลดปริมาณการดื่ม ดังนั้นหากไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้วก็ไม่แนะนำให้เริ่มดื่ม แต่หากดื่มปริมาณมากแนะนำให้ลดลงมาน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ (1 Drink ประมาณ 360 ซีซีของเบียร์ที่มี 4 – 5% แอลกอฮอล์ หรือ 150 ซีซีของไวน์ที่มี 12% แอลกอฮอล์ หรือ 45 ซีซีของเหล้า / วิสกี้ที่มี 40% แอลกอฮอล์)

ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยา หรือการเพิ่มศักยภาพสมองด้วยวิธีต่าง ๆ อาจไม่ได้ช่วยชะลอการถดถอยของสมองได้มากจึงเป็นที่มาของงานวิจัยสำคัญที่ใช้วิธีการทุกอย่างร่วมกัน ทั้งปรับเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การฝึกทำงานของสมอง และการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางหลอดเลือดต่าง ๆ ให้ดี เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน ซึ่งผลสรุปจากงานวิจัยดังกล่าวไปในทางเดียวกันว่ามีส่วนช่วยในการชะลอการถดถอยของสมองได้จริงสุขภาพ

ดังนั้นสรุปหลักการง่าย ๆ ในการรักษาสุขภาพสมอง คือ ไม่ทำให้สมองบาดเจ็บและพยายามเพิ่มศักยภาพของสมองอยู่เสมอ ด้วยการหลีกเลี่ยงยาที่ทำให้สมองทำงานถดถอย ควบคุมรักษาโรคประจำตัวให้ดี ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ งดการสูบบุหรี่ มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น รักษาการได้ยินให้ดี รับประทานอาหารที่ครบถ้วนและมีประโยชน์ต่อร่างกาย (เช่น อาหารเมดิเตอร์เรเนียน) และออกกำลังกายชนิดแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ 3 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์ เพียงเท่านี้ก็สามารถมีสุขภาพสมองที่ดีและไม่เสื่อมก่อนวัย

ข้อมูล : นพ.ชัยศักดิ์ ดำริการเลิศ

แพทย์อายุรกรรมระบบประสาทและแพทย์ผู้ชำนาญการด้านพฤติกรรมประสาทวิทยาและโรคสมองเสื่อม

Cr.avironmajolan,pgslot99.net,pgslotgame,PG SLOT,pgslot,fourslot,viewgame.net,libertin-libertine.com,egedolphins.com,ladodgersstore.com,cowlitzflyanglers.com www.bangkokinternationalhospital.com ทีมแพทย์สหรัฐฯ เผย 3 วิธีรักษา “มะเร็ง” แบบตรงจุด